Like us

บทวิเคราะห์แนวโน้มราคา ทองคำ และ ซิลเวอร์ วันที่ 18 ธันวาคม 2555 โดยบริษัท คลาสสิกโกลด์ฟิวเจอร์ส จำกัด (ช่วงเช้า)

0 ความคิดเห็น

 บทวิเคราะห์แนวโน้มราคา ทองคำ และ ซิลเวอร์ วันที่ 18 ธันวาคม 2555 โดยบริษัท คลาสสิกโกลด์ฟิวเจอร์ส จำกัด (ช่วงเช้า) 


ราคาทองคำในตลาด COMEX  ปิดที่ 1,698.20 USDต่อออนซ์  มีความเคลื่อนไหวในกรอบ 1,686 - 1,699 USDต่อออนซ์
ราคา ทองคำมีการอ่อนตัวในช่วงต้นการซื้อขาย เนื่องจากราคาขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้น และนักลงทุนมีการปรับพอร์ตและขายทำกำไรออกมาก่อนวันหยุดยาว
ในช่วง คริสต์มาสจนถึงปีใหม่ แต่ทั้งนี้ หลังจากดัชนีภาวะธุรกิจโดยรวม เดือนธ.ค.ร่วงลงมาอยู่ที่ -8.1 ส่งผลให้ค่าเงิน US อ่อนค่า และหนุนราคาทองคำกลับขึ้นมา
อีกทั้งความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะหน้าผาการคลัง ที่นายจอห์น โบห์เนอร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน
เห็น ชอบกับข้อเสนอที่ให้มีการขึ้นภาษีกับคนรวย ซึ่งถือเป็นประเด็นหลักของการเจรจาเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงภาวะหน้าผาการ คลัง  เป็นอีกแรงหนุนราคาทองคำ
ทั้งนี้ ประเด็นการเจรจาดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด นักลงทุนจึงยังต้องติดตามการเจรจาเรื่อง Fiscal cliff ต่อไป รวมถึง
การประชุมกำหนดนโยบายของญี่ปุ่นในวันพุธและพฤหัสบดี เพื่อดูทิศทางการกำหมดมาตรการผ่อนคลายนโยบาลทางเศรษฐกิจ ซึ่งสำหรับภาพทางเทคนิค
ในระยะสั้นเริ่มส่งสัญญาณบวก อาจพบการ Rebound ต่อ หากทะลุผ่าน 1,700 อย่างแข็งแกร่ง โดยมีแนวต้านถัดไปบริเวณ 1,707/1,715
ทั้งนี้ ภาพระยะกลางยังเป็นลบ จึงอาจพบการขายทำกำไรในทุกระดับแนวต้าน   



Read More »

Convergence Bearish

0 ความคิดเห็น

Convergence Bearish

สัญญาณคล้อยตามกัน หรือมีทิศทางเดียวกัน ระหว่างราคาและตัวชี้วัด 
วันนี้เห็นกราฟอียู 30 นาที แสดงลักษณะของ Convergence 
ราคา .. ราคาได้แสดงจุดสูงสุดใหม่ที่เกิดขึ้นต่ำกว่าจุดสูงสุดเก่าที่ราคาเคยทำ จากรูปที่ผมได้วงไว้ จะเห็นว่า H2 ต่ำกว่า H1 และ H3 ต่ำกว่า H2 ลักษณะเช่นนี้ คือ ลักษณะของการเกิดแนวโน้มขาลง (Down Trend)

Indicator : มาพิจารณาที่ตัวชี้วัดกันบ้างนะครับ เราจะเห็นว่าจุดสูงสุดใหม่ของ Indicator ก็จะต่ำกว่าจุดสูงสุดเก่าที่มันเคยทำไว้ และเมื่อเราลากเส้นเปรียบเทียบกันเราก็จะพบว่า Slop หรือความชันลาดลง นี่แสดงให้เห็นว่า Indicator กำลังบ่งบอกเราว่าจะเกิดแนวโน้มขาลงในไม่ช้า

เปรียบเทียบระหว่าง ราคาและ Indicator 
-เมื่อราคาทำจุดสูงสุดใหม่ต่ำกว่าสุดสูงสุดเก่า และ Indicator ก็ทำจุดสูงสุดใหม่ ต่ำกว่าสุดสูงสุดเก่า ลักษณะแบบนี้เราเรียกว่า Convergence 
Bearish 


Read More »

กองทุนโจรสลัด (Hedge Funds)

0 ความคิดเห็น
     
กองทุนโจรสลัด (Hedge Funds) 
   สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีโอกาสได้อ่านเกี่ยวกับ Hedge Funds ซึ่งเป็นเนื้อหาที่น่าสนใจ ก็เลยเอามาเขียนให้เพื่อนๆได้อ่านกันครับ จากหนังสือ "วิธีเก็งกำไรการเงินโลก"     
      กองทุนโจรสลัดหรือที่เรียกกันว่า Hedge Funds มีบทบาทในการสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบการเงินโลกหลายครั้งหลายคราเช่นในปี 1992 อัตราแลกเปลี่ยนของหลายๆประเทศในโลกอุตสาหกรรม ต่างผันผวนไปตามๆกัน เพราะการโจมตีของกองทุนโจรสลัดในปี 1994 ตลาดตราสารหนี้ทั้งโลกปั่นป่วนด้วยเหตผลเดียวกันรวมทั้งวิกฤติต้มยำกุุ้งในเอเชียตะวันออกเฉียงไต้ในปี 1997 ด้วย 
  

Read More »

จิตวิทยาในการเล่นหุ้น

0 ความคิดเห็น
จิตวิทยาในการเล่นหุ้น
จากหนังสือ คัมภีร์หุ้น

       ทำไมหลายคนซื้อหุ้นตัวไหนตัวนั้นจะลง แต่พอขายแล้วหุ้นกลับขึ้น หลายคนที่เล่นหุ้นในปัจจุบันจะรู้สึกเหมือนโชคไม่เข้าข้าง จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องของดวงหรืออะไรกันแน่ ทฤษฎีการลงทุนต่างๆ ควรจะใช้ได้ดี เพราะหลักการลงทุนผู้ลงทุนควรจะเลือกลงทุนสิ่่งที่ดีและอยากได้กำไรไม่อยาก ขาดทุน แต่จริงๆกลยุทธิ์ต่างๆกลับใช้ไม่ได้ผลเพราะนักลงทุนแต่ละคนเองมี"อคติ"ยอม ขาดทุน หากคิดว่าหุ้นจะลงต่อ หรือยอมซื้อของที่แพงมากหากคิดว่ามันจะขึ้นไปต่อ สิ่งที่นักลงทุนทุกคนใช้ จริงๆจึงเป็นการ"คาดคะเน" ใช้ "สมอง"ประมวลสิ่งต่างๆจากข่าวสารและปัจจัยโดยรอบแต่หารู้ไม่ว่า สมองมีกระบวนการตัดสินใจลึกๆภายในที่ขึ้นอยู่กับ"อารมณ์"มากกว่า "เหตผล"ยกตัวอย่างการเลือกคู่ครองที่ใช้อารมณ์มากกว่าเหตผลแม้คนที่เรียน เก่ง มีสมองดีที่สุดก็มักใช้อารมณ์เป็นตัวตัดสินเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิต มากกว่าเหตผล
      นาย เวอร์นอน สมิธ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2002 ผู้ที่ศึกษาการเงินเชิงพฤติกรรมเคยกล่าวไว้ว่า "นักลงทุนทุกคนมีกล่องดำที่เป็นส่วนประมวลผลการตัดสินใจอยู่ในสมองโดยไม่มี ใครรู้ว่ากล่องดำอันนี้มีวิธีในการตัดสินใจอย่างไร แต่กระบวนการตัดสินใจนี้ไม่มีเหตผล เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะของจิตใจเป็นหลัก" เมื่อคนแต่ละคนไม่ได้ใช้ความมีเหตุ มีผลในการคิดแล้วการลงทุนที่เป็นสิ่งสะท้อนความคิดของนักลงทุนแต่ละคน ย่อมไม่มีเหตุผล ตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้เลย มีคนเคยตั้งคำถามว่า ทำไมคนที่เรียนด้านการลงทุน เก่งที่ 1-10 อันดับของระดับมหาวิทยาลัย Wharton กับไม่เคยมีชื่อเสียงในวงการลงทุนเลย ทำไมคนที่ IQ สูงขนาดนั้นถึงได้ไม่ประสบผลสำเร็จในตลาดหุ้นกัน


Read More »

กฎการลงทุนของ Victor Sperandeo

0 ความคิดเห็น
กฎการลงทุนของ Victor Sperandeo

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ว่างๆก็เลยขุดหาหนังสือมาอ่านซื้อไว้นานแล้วแต่ไม่ได้อ่านซักที(ชื่อหนังสือ คัมภีร์หุ้น) อ่านไป อ่านมาไปเจอหัวข้อ กฎการลงทุนของ Victor Sperandeo  ซึ่งได้แปลและย่อมาจากหนังสือ Methods Of Wall Street Master  นาย Victor เป็นคนมีชื่อเสียงในฐานะนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น Wall Street มากว่า 23 ปี โดยเขาบอกว่าประสบการณ์ลงทุนทั้งหมดสามารถสรุปได้เป็น 19 ข้อ ดังนี้






กฎข้อที่ 1 ลงทุนอย่างมีแบบแผน และปฎิบัติตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด
            ก่อนลงทุน Victor บอกว่าจะต้องรู้เป้าหมายและโอกาสจะไปถึงเป้าหมาย ซึ่งหมายถึงการกำหนดแนวทางในการตัดสินใจ ถ้าเกิดเหตุการณ์ต่างๆขึ้นไม่ว่าจะเป็นด้านบวกหรือด้านลบ และจะต้องรู้ระยะเวลาในการลงทุนของตัวเอง เช่น เราเป็นนักลงทุยระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว ความหมายในกฎข้อแรกของ Victor คือก่อนการลงทุนทุกครั้งต้อง "รู้เรา" หรือรู้จัก "ตัวเอง" ก่อน



Read More »

กลยุทธ์การลงทุนใน SET 50 INDEX OPTION

0 ความคิดเห็น
    ดร. ธีระศักดิ์ ณ ระนอง
       อาจารย์ประจำภาควิชาการเงินการธนาคาร
       มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC)

     
       บทความนี้ขอกลับมาพูดถึงการลงทุนใน Options ครับ หลังจากที่ห่างหายจากเรื่องนี้ไปนาน โดยตามที่ได้ติดตามการซื้อขายใน SET 50 Index Option แล้วสังเกตว่ามีการซื้อขายที่ไม่มากนัก แต่ก็น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่มั่นคงก่อนการซื้อขายจะเพิ่มขึ้นครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือการขาดสภาพคล่อง (Liquidity) ของการซื้อขาย ซึ่งปัจจัยหลักๆ นอกเหนือจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ แล้วก็คือการขาดความรู้และความเข้าใจใน Options ทำให้นักลงทุนไม่ค่อยกล้าที่จะลงทุนใน Options มากนัก ฉะนั้นบทความนี้ผมขอเสนอกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะกับภาวะที่มีการเคลื่อนไหว ของราคาและความผันผวนของตลาดอย่างมากให้นักลงทุนได้ศึกษากัน คือ กลยุทธ์แบบ Straddle, Strip, Strap, และ Strangle ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนแบบกลยุทธ์เบื้องต้น เช่น Long Call, Short Call, Long Put และ Short Put


Read More »

โลกในมุมมองของ Value Investor

0 ความคิดเห็น
โลกในมุมมองของ Value Investor 1 ธันวาคม 55

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

งานเลี้ยงที่กำลังร้อนแรง

   เวลาที่ไปงานเลี้ยงหรือปาร์ตี้เพื่อความบันเทิงนั้น ช่วงหัวค่ำที่คนเริ่มทยอยมาบรรยากาศก็มักจะยังไม่รื่นเริงนัก ดนตรีก็มักจะเล่นเพลงเบาๆ สบายๆ เมื่อคนเริ่มมากขึ้น  บรรยากาศก็จะคึกคักขึ้น คนเริ่มจิบเหล้าเบียร์และคุยกันสนุกสนาน ดนตรีเริ่มดังขึ้น เพลงเริ่มเร็วขึ้น หลายคนเริ่ม “เปิดฟลอร์” ออกไปเต้นรำ ซักระยะหนึ่งแอลกอฮอก็เริ่มออกฤทธิ์ คนออกไป “ดิ้น” กันเต็มพื้นที่ ดนตรีเล่นเพลงที่เร้าใจและดังจนคุยกันไม่รู้เรื่อง งานเลี้ยงกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ “สนุกและร้อนแรงที่สุด” มันอาจจะเป็นเวลา สี่ทุ่มครึ่ง ห้าทุ่ม หรืออาจจะใกล้เที่ยงคืนที่เป็นกำหนดเวลา “งานเลิก” ไม่มีใครรู้หรือสนใจที่จะรู้เพราะในเวลาที่ทุกคนกำลังสนุกสนานนั้น พวกเขามักจะ “ลืมดูเวลา” ไม่มีใครอยากจะออกจากงานก่อนที่มันจะเลิก—แม้จะมีกฎว่า คนที่ออกหลังสุดต้อง “จ่ายสตางค์”

   นั่นเป็นคำบรรยายแบบเปรียบเปรยกับบรรยากาศของตลาดหุ้นในขณะนี้ที่ดัชนีตลาดหุ้นปรับพุ่งขึ้นเรื่อยๆ นับจากต้นปีที่ 1025 จุดเป็น 1324 จุดในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 หรือเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 29% ไม่นับรวมปันผลอีก 3-4% ซึ่งทำให้นักลงทุนที่มีหุ้นในตลาดมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ จริงอยู่ การที่หุ้นปรับขึ้นมามากๆ ในเวลาอันรวดเร็วนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติ หลายปีที่ผ่านมาหุ้นก็ปรับตัวสูงแบบนี้มาหลายครั้ง แต่การปรับตัวในรอบก่อนๆ นั้นก็มักจะเป็นการปรับตัวขึ้นหลังจากที่ตลาดหุ้นตกลงมาอย่างหนัก ดังนั้น คนที่ถือหุ้นอยู่ตลอดเวลาก็อาจจะไม่ได้กำไรนัก อาจจะเพียงแต่ได้ทุนคืนมา แต่การปรับขึ้นของหุ้นในรอบนี้เป็นการขึ้นหลังจากที่หุ้นได้ขึ้นมาสูงแล้ว ดัชนีที่ 1324 นี้ถือเป็นดัชนีที่สูงที่สุดในรอบ 16 ปี ดังนั้น สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นที่เข้ามาลงทุนในตลาดเพียงไม่กี่ปีหรือไม่เกิน 10 ปี นี่คือเวลาแห่งความ “รื่นเริง” อย่างแน่นอน ประเด็นก็คือ ความ “สนุกสนาน” จากการลงทุนในช่วงนี้กำลังใกล้จบหรือไม่ ดัชนีหุ้นในขณะนี้สูงเกินไปหรือไม่ และโอกาสที่หุ้นจะปรับตัวลงแรงและทำให้คนที่เข้ามาซื้อหุ้นในช่วงนี้ขาดทุนหรือไม่ มาลองคุยกัน

Read More »

วิเคราะห์หลักทรัพย์ จากปัจจัยพื้นฐาน 2

0 ความคิดเห็น
การวิเคราะห์หลักทรัพย์โดยใช้ปัจจัยพื้นฐาน เป็นการวิเคราะห์ที่ลำดับการพิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจ มายังสภาพอุตสาหกรรมตลอดถึงผลการดำเนินงานของบริษัท โดยรวบรวมข้อมูลทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และของบริษัทมาวิเคราะห์แต่ละส่วน เพื่อนำไปสู่การคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคตของบริษัท
ในการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจ จะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ ตลอดจนระดับราคาของหลักทรัพย์ ผู้วิเคราะห์หลักทรัพย์จึง จำเป็นต้องพิจารณาดัชนีชี้ภาวะเศรษฐกิจ เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติเบื้องต้น และข้อมูลทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันและที่คาดไว้ในอนาคต นโยบายการเงินและนโยบายการคลัง รวมทั้งนโยบายเศรษฐกิจอื่น ๆ ของรัฐบาล ฯลฯ



Read More »

วิเคราะห์หลักทรัพย์ จากปัจจัยพื้นฐาน 1

0 ความคิดเห็น
หน้าที่หนึ่งของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ จำเป็นที่จะต้องวิเคราะห์ข้อมูล ตรวจสอบ และตัดสินใจให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนที่ผู้ลงทุนตั้งไว้อย่างชัดเจนและสมเหตุสมผล
การวิเคราะห์หลักทรัพย์ถือเป็นการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนที่คาดหวังเพื่อให้ ได้มาซึ่งหลักทรัพย์และกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนที่ดีที่สุด ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ณ ความเสี่ยงระดับหนึ่ง


Read More »

สูตรคำนวณ เลือกหุ้น 2

0 ความคิดเห็น
หลังจากที่เราได้รู้ถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัทไปแล้ว เรื่องต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กัน
ก็คือ การวัดสภาพคล่องของบริษัท สภาพคล่องก็คือ การที่บริษัทมีเงินคล่องมือ เงินเข้า เงินออก ได้อย่างไม่สะดุด จะต้องไม่กู้เงินมาจ่ายแก้ขัด เพราะถ้ากู้บ่อยๆ ย่อมไม่เป็นผลดีกับบริษัท และในเรื่องความสามารถในการกู้เงิน ก็จะมีในบทความต่อไป
การวัดสภาพคล่องของบริษัทมีการวัดอยู่ด้วยสามสูตร เรียกว่า Current ratio, Working capital และ Quick Ratio โดยทั้งสามจะใช้วัดว่าบริษัทมีเงินมากพอสำหรับการใช้จ่ายในธุรกิจที่จะเจอใน รอบ 1 ปีได้หรือไม่
Current Ratio มาจาก สินทรัพย์หมุนเวียน หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน ค่าที่ได้ ถ้ามากกว่า 1 ย่อมแสดงว่า มีสินทรัพย์หมุนเวียนที่จะสามารถทำให้กลายเป็นเงิน หรือขายออกไปแล้วได้เงินเข้ามา ไปจ่ายหนี้สินหมุนเวียนได้ และยังมีเงินเหลือ แต่ถ้าน้อยกว่า 1 ก็แสดงว่าสินทรัพย์หมุนเวียนน้อยกว่าหนี้สินหมุนเวียน ไม่ได้แสดงว่าไม่ดีซะทั้งหมด เราต้องเข้าใจรูปแบบของธุรกิจนั้นๆด้วย แต่ธุรกิจส่วนใหญ่แล้ว การมีสภาพคล่องดี ย่อมเป็นสิ่งที่ดี
อย่างที่สองก็คือ Working Capital หมายถึง เงินทุนหมุนเวียน มาจากสินทรัพย์หมุนเวียน ลบด้วย หนี้สินหมุนเวียน ถ้าหากเหลือมาก ก็แสดงว่ามีเงินเหลือเยอะ ไม่ต้องกังวล แต่การเหลือมากเกินไปก็ไม่ได้หมายความว่าจะดี เพราะไม่สามารถใช้สินทรัพย์ที่มี สร้างรายได้และกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และสุดท้ายก็คือ Quick Ratio มาจาก เงินสด+ลูกหนี้การค้า+สินค้าคงคลัง แล้วหารด้วย หนี้สินหมุนเวียน สำหรับวิธีนี้ จะทำให้ได้เห็นสภาพคล่องที่เข้มงวดขึ้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว สามอย่างที่นำมาบวกกัน คือของจริงที่ใช้ทำเงิน ทำรายได้ หรือ นำไปใช้หนี้ รวมถึงในการดำเนินธุรกิจจริงๆ ผลที่ได้ออกมาจะเหมือน Current ratio ยิ่งมากยิ่งดี
มีการนำสูตรเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในการคำนวนเลือกหุ้น เช่น การนำ Working Capital มาหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด เพื่อให้ทราบถึงเงินทุนหมุนเวียนต่อหุ้น เป็นเท่าไหร่ ถ้าราคาหุ้นถูกกว่าที่คำนวนได้ แสดงให้เห็นว่า ราคาหุ้นที่ซื้อขายกันนั้นถูกกว่าความเป็นจริง ถ้าหากคุณซื้อหุ้นได้มากจนเข้าไปบริหาร คุณก็เหมือนกันซื้อของ 1 บาทด้วยเงินเพียง 50 สตางค์เลย
แต่ว่าสูตรเดียวนั้นยังไม่เพียงพอกับการคัดเลือก จำต้องใช้หลายๆอย่างเข้าด้วยกัน และต้องเข้าใจธุรกิจนั้นให้ดีซะก่อน มิฉะนั้นแล้ว คุณอาจจะมองภาพได้ผิด และซื้อหุ้น หรือลงทุนไปแล้วผิดพลาดได้
ที่มา : http://www.thaihoon.com


Read More »

สูตรคำนวณ เลือกหุ้น 1

0 ความคิดเห็น
อธิบายเรื่องการใช้ตัวเลขสูตรคำนวณต่างๆ เพื่อเอามาใช้เลือกหุ้น
โดยเริ่มแรก สิ่งที่เรามองเป็นลำดับแรกในการเลือกลงทุนกับบริษัทหนึ่งๆ ก็คือ ความสามารถในการทำกำไร เป็นเรื่องปกติที่เวลาทำธุรกิจก็อยากทำธุรกิจที่กำไรดี ค้าขายคล่องมือ สำหรับบทความนี้ เราจะได้เรียนรู้ถึงสูตรคำนวณพื้นฐานการเลือกหุ้นในด้านความสามารถในการทำกำไร



Read More »

มูลค่าที่แท้จริง Intrinsic Value

0 ความคิดเห็น
หัวใจสำคัญของ Value Investment คือ การคิดคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงหรือที่เรียกว่า Intrinsic Value ของ หุ้น แล้วมาดูว่าราคาหุ้นที่ซื้อขายในตลาดมีราคาเท่าไร ถ้าราคาหุ้นในตลาดต่ำกว่า Intrinsic Value มาก เราก็เรียกว่าหุ้นตัวนั้นเป็น หุ้นคุณค่า? หรือ Value Stock เราก็จะซื้อเก็บไว้ เพราะเราเชื่อว่า ในที่สุดราคาหุ้นก็จะปรับตัวขึ้นมาที่ ราคาที่แท้จริง หรือราคาที่ควรเป็น เราก็จะได้กำไร ในทางตรงกันข้าม ถ้าราคาหุ้นตัวนั้นสูงกว่า Intrinsic Value เราก็ไม่ควรซื้อ หรือถ้ามีหุ้นอยู่ก็ควรจะขายทิ้ง เพราะในที่สุดราคาหุ้นก็จะปรับตัวลงมาหามูลค่าที่แท้จริง นี่ก็เป็นหลักการที่ง่ายและสั้น แต่ปัญหาของ Value Investor ก็คือ อะไรคือ Intrinsic Value และจะคำนวณหาได้อย่างไร?

Read More »

ข่าวการศึกษา